วันอาทิตย์ที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

E-mail





             E-mail คือ จดหมาย ที่ใช้รับส่งหากันโดยผ่านเครือข่ายคอมพิวเตอร์ การใช้งานก็เหมือนกับเราพิมพ์ข้อความในโปรแกรม wordจากนั้นก็คลิกคำสั่ง เพื่อส่งออกไป โดยจะมีชื่อของผู้รับ ซึ่งเราเรียกว่า Email Address เป็นหลักในการรับส่ง

             รูปแบบชื่อ Email Address  จะเป็น  wanida @hotmail.com
          1. wanida คือ ชื่อที่เราสามารถตั้งเป็นชื่ออะไรก็ได้ (แต่ต้องไม่ซ้ำกับของคนอื่น)
          2. เครื่องหมาย @ สำหรับกั้นระหว่าง ชื่อ กับ ชื่อเว็บไซต์ หรือ domain name
          3. hotmail.com คือ ชื่อเว็บไซต์ หรือ domain na

            ชนิดของการรับส่ง E-mail 
          1. รับส่งโดยใช้โปรแกรม E-mail โดยเฉพาะ 
          2. รับส่งโดยผ่าน Web site เช่น www.hotmail.com
          3. รับส่งโดยผ่าน Web Browser เช่น Netscape

          การรับส่ง E-mail   ที่สะดวกและง่ายที่สุดคือ check email ผ่าน Web site จึงมีผู้นิยมมากที่สุดในโลก คือเราสามารถสมัครเป็นสมาชิกกับ Web site ที่ให้บริการ แค่จำชื่อ User และ Password เท่านั้น ก็สามารถจะตรวจสอบ E-mail 

         ตัวอย่างWeb site ที่ให้บริการ E-mail ฟรี ได้แก่ 
          http://www.sanook.com 
          http://www.hotmail.com 
          http://www.chaiyo.com
          http://www.gmail.com

แหล่งอ้างอิง



E-Commerce



E-Commerce



                 E-Commerce หรือ พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ คือ การดำเนินธุรกิจโดยใช้สื่ออิเล็กทรอนิกส์ เพื่อให้บรรลุเป้าหมายทางธุรกิจที่องค์กรได้วางไว้ เช่น การซื้อขายสินค้าและบริการ การโฆษณาผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ ไม่ว่าจะเป็นโทรศัพท์ โทรทัศน์ วิทยุ หรือแม้แต่อินเทอร์เน็ต เป็นต้น โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อลดค่าใช้จ่าย และเพื่มประสิทธิภาพขององค์กร โดยการลดบทบาทองค์ประกอบทางธุรกิจลง เช่น ทำเลที่ตั้ง อาคารประกอบการ โกดังเก็บสินค้า ห้องแสดงสินค้า รวมถึงพนักงานขาย พนักงานแนะนำสินค้า พนักงานต้อนรับลูกค้า เป็นต้น จึงลดข้อจำกัดของระยะทาง และเวลาลงได้ 

           E-Commerce ช่วยอำนวยความสะดวกให้นักธุรกิจได้หลายด้าน ดังนี้
  • สามารถทำงานแทนพนักงานขายได้
  • เปิดบริการขายให้กับคนทั่วโลกได้ตลอดเวลา
  • เก็บเงินและนำฝากได้เข้าบัญชีของคุณได้อัตโนมัติ
  • ประหยัดค่าใช้จ่าย

          ประเภทของ E-Commerce
   1.   การทำการค้าระหว่าง Customer (ผู้บริโภคหรือผู้ซื้อ)กับ Business (ผู้ทำการค้า) 
        เช่น ลูกค้าต้องการซื้อหนังสือกับร้านค้า
   2.  การทำการค้าระหว่าง Business (ผู้ทำการค้า)  กับ Business ( ผู้ทำการค้า)
        เช่น ร้านขายหนังสือค้าต้องการสั่งซื้อหนังสือจากโรงพิมพ์
   3.  การทำการค้าระหว่าง Business ( ผู้ทำการค้า)  กับ Customer (ผู้บริโภคหรือผู้ซื้อ) 
        เช่น โรงพิมพ์ต้องการซื้อต้นฉบับจากผู้เขียน
   4.  การทำการค้าระหว่าง Customer (ผู้บริโภคหรือผู้ซื้อ)  กับ Customer (ผู้บริโภคหรือผู้ซื้อ) ด้วยกัน
        เช่นผู้บริโภคต้องการขายรถยนต์ของต้นเองให้กับผู้บริโภคท่านที่สนใจ 

ข้อดี
1.เปิดขายของได้ตลอด 24 ชั่วโมง
2.สามารถค้าขายได้ทั่วโลกเปิดกว้างทางการค้า
3.ใช้งบประมาณน้อย
4.ไม่ต้องกังวลเรื่องการเดินทาง
5.สามารถประชาสัมพันธ์ได้กว้างขว้างทั่วโลก

ข้อเสีย
1.ต้องมีระบบรักษาความปลอดภัยที่มีประสิทธิภาพ
2.จำเป็นต้องมีกฎหมายรองรับอย่างมีประสิทธิภาพ
3.การดำเนินการด้านภาษีต้องชัดเจน
4.ผู้ซื้อและผู้ขายจำเป็นต้องมีความรู้พื้นฐานในเทคโนโลยีอินเทอร์เน็ต 


แหล่งอ้างอิง







Internet / Intranet

                         Internet / Intranet


            อินเทอร์เน็ต ( Internet ) คือ เครือข่ายของคอมพิวเตอร์ขนาดใหญ่ที่เชื่อมโยงเครือข่ายคอมพิวเตอร์ทั่วโลกเข้าด้วยกันเสมือนใยแมงมุม โดยอาศัยเครือข่ายโทรคมนาคมเป็นตัวเชื่อมเครือข่าย ภายใต้มาตรฐานการเชื่อมโยงด้วยโปรโตคอลเดียวกันคือ TCP/IP (Transmission Control Protocol / Internet Protocol) เพื่อให้คอมพิวเตอร์ทุกเครื่องในอินเทอร์เน็ตสามารถสื่อสารระหว่างกันได้ นับว่าเป็นเครือข่ายที่กว้างขวางที่สุดในปัจจุบันเพราะในปัจจุบันนี้เราใช้อินเทอร์เน็ตในการสื่อสารได้หลายเส้นทางอินเทอร์เน็ตจึงเป็นการสื่อสารแบบไร้มิติ
            อินทราเน็ต  (Intranet)  คือเครือข่ายคอมพิวเตอร์ที่เชื่อมโยงการสื่อสารด้วยระบบโปรโตคอลทีซีพี/ไอพี(TCP/IP) ซึ่งเป็นระบบโปรโตคอลในการสื่อสารของเครือข่ายอินเทอร์เน็ต (Internet) ดังนั้น โปรแกรมเพื่อการสื่อสารบนเครือข่ายอินทราเน็ตจึงเป็นซอฟต์แวร์ชนิดเดียวกันกับที่ใช้ในการสื่อสารบนเครือข่ายอินเทอร์เน็ต
             ความแตกต่างที่ชัดเจนระหว่างเครือข่ายอินทราเน็ตกับเครือข่ายอินเทอร์เน็ต คือ อินเทอร์เน็ตเป็นเครือข่ายคอมพิวเตอร์ที่ครอบคลุมทั้งโลก อินเทอร์เน็ตไม่มีใครเป็นเจ้าของอย่างแท้จริง และไม่มีใครสามารถควบคุมเครือข่ายอินเทอร์เน็ตได้ แต่สำหรับเครือข่ายอินทราเน็ตมีเจ้าของแน่นอน และถูกควบคุมโดยองค์กรหรือบุคคลผู้เป็นเจ้าของ

     
แหล่งอ้างอิง
http://blog.eduzones.com/banny/3733

http://tuinuii.wordpress.com/2009/11/06/%E0%B8%AD%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B8%97%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B9%80%E0%B8%99%E0%B9%87%E0%B8%95-intranet%E0%B8%84%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%AD%E0%B8%B0%E0%B9%84%E0%B8%A3/



วันเสาร์ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

ความหมายและคำอธิบายของ Hardware,Software และ Peopleware

Hardware


            ฮาร์ดแวร์(Hardware) หมายถึง ส่วนที่ประกอบเป็นเครื่องคอมพิวเตอร์ รวมอุปกรณ์ต่อพ่วงต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับคอมพิวเตอร์ที่เราสามารถมองเห็นและสัมผัสได้ เช่น ตัวเครื่อง จอภาพ คีย์บอร์ด และเมาส์ เป็นต้น จำแนกหน้าที่ของฮาร์ดแวร์ต่างๆ สามารถแบ่งเป็นส่วนสำคัญ 5 ส่วน คือ

1) หน่วยรับข้อมูล (Input Unit) ทำหน้าที่รับโปรแกรมคำสั่ง และข้อมูลเข้าสู่เครื่องคอมพิวเตอร์
2) หน่วยประมวลผลกลาง (Central Processing Unit - CPU) ทำหน้าที่เกี่ยวกับการคำนวณทั้งทางตรรกะและคณิตศาสตร์ รวมทั้งการประมวลข้อมูลตามคำสั่งที่ได้รับ
3) หน่วยความจำ (Memory Unit) ทำหน้าที่เก็บข้อมูลหรือคำสั่งที่ส่งมาจากหน่วยรับข้อมูล เพื่อเตรียมส่งไปประมวลผลยังหน่วยประมวลผลกลาง และเก็บผลลัพธ์ที่ได้มาจากการประมวลผลแล้วเพื่อเตรียมส่งไปยังหน่วยแสดงผล
4) หน่วยแสดงผล (Output Unit) ทำหน้าที่แสดงผลข้อมูลที่คอมพิวเตอร์ทำการประมวลผลหรือผ่านการคำนวณแล้ว
5) อุปกรณ์ต่อพ่วงอื่นๆ (Peripheral Equipment) เป็นอุปกรณ์ที่นำมาต่อพ่วงเข้ากับคอมพิวเตอร์ เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานให้มากยิ่งขึ้น เช่น โมเด็ม แผงวงจรเชื่อมต่อเครือข่าย เป็นต้น




Software


http://www.solutioncomit.com/computer-basic/software-it/


ซอฟต์แวร์(Software) เป็นองค์ประกอบของคอมพิวเตอร์ที่เราไม่สามารถสัมผัสจับต้องได้โดยตรง เป็นชุดคำสั่งหรือโปรแกรม (Program) ที่เขียนขึ้นเพื่อให้คอมพิวเตอร์ทำงาน ซอฟต์แวร์จึงเป็นเสมือนตัวเชื่อมระหว่างผู้ใช้งานกับคอมพิวเตอร์ให้สามารถเข้าใจกันได้



http://web.ku.ac.th/schoolnet/snet1/software/software/


ซอฟต์แวร์แบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ
1. ซอฟต์แวร์ระบบ
2. ซอฟต์แวร์ประยุกต์
1. ซอฟต์แวร์ระบบ (System Software หรือ Operating Software : OS)
          โปรแกรมหมายถึงที่ทำหน้าที่ประสานการทำงาน ติดต่อการทำงาน ระหว่างฮาร์ดแวร์กับซอฟต์แวร์ประยุกต์เพื่อให้ผู้ใช้สามารถใช้ Software ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และทำหน้าที่ในการจัดการ ระบบ ดูแลรักษาเครื่อง การแปลภาษาระดับต่ำหรือระดับสูงให้เป็นภาษาเครื่องเพื่อให้เครื่องอ่านได้เข้าใจ
ซอฟต์แวร์ระบบ แบ่งได้ 4 ชนิด ดังนี้
          1.1 ระบบปฏิบัติการ (Operating System) หมายถึง ชุดโปรแกรมที่อยู่ระหว่างฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ประยุกต์มีหน้าที่ควบคุมการปฏิบัติงานของฮาร์ดแวร์ เช่น Windows XP , DOS , Linux , Mac OSX
          1.2 ยูทิลิตี้ (Utility Program) เป็นโปรแกรมที่ทำหน้าที่เพิ่มประสิทธิภาพของเครื่องคอมพิวเตอร์ ทำให้เครื่องทำงานง่ายขึ้นเร็วขึ้น และการป้องกันการรบกวนโดยโปรแกรมที่ไม่พึงประสงค์ เช่น โปรแกรมป้องกันไวรัส , โปรแกรม Defrag ,โปรแกรมยกเลิกการติดตั้งโปรแกรม  , โปรแกรมบีบอัดไฟล์,โปรแกรมการสำรองข้อมูล         
      1.3 ดีไวซ์ไดเวอร์ (Device Driver หรือ Driver) เป็นโปรแกรมที่ทำหน้าที่ติดต่อกับคอมพิวเตอร์ในส่วนการรับเข้าและการส่งออก ของแต่ละอุปกรณ์
      1.4 ตัวแปลภาษา (Language Translator) คือโปรแกรมที่ทำหน้าที่แปลภาษาระดับต่ำหรือระดับสูงเพื่อให้เครื่องคอมพิวเตอร์เข้าใจว่าต้องการให้ทำอะไร 
2. ซอฟต์แวร์ประยุกต์
          ซอฟต์แวร์ประยุกต์เป็นโปรแกรมที่ใช้สำหรับทำงานต่าง ตามที่ต้องการ เช่น การทำงานเอกสาร งานกราฟิก งานนำเสนอ หรือเป็น Software สำหรับงานเฉพาะด้าน เช่น โปรแกรมงานทะเบียน โปรแกรมการให้บริการเว็บ โปรแกรมงานด้านธนาคาร

ซอฟต์แวร์ประยุกต์แบ่งเป็น 2 ประเภท ดังนี้
          2.1 ซอฟต์แวร์สำหรับงานเฉพาะด้าน เป็น Software ที่ใช้สำหรับงานเฉพาะด้าน เช่น Software สำหรับงานธนาคารการฝากถอนเงิน 
          2.2 ซอฟต์แวร์สำหรับงานทั่วไป เป็นซอฟต์แวร์ที่ใช้สำหรับงานทั่วไป โดยในซอฟต์แวร์ 1 ตัวมีความสามารถในการทำงานได้หลายอย่าง เช่น ซอฟต์แวร์งานด้านเอกสาร (Microsoft Word ) 


Peopleware





                   บุคลากร(Peopleware) คือ  ผู้ปฏิบัติงานตามกระบวนวิธีการในกิจกรรมต่างๆ  อันได้แก่  การสร้างหรือเก็บรวบรวมข้อมูล  บางกลุ่มอาจทำหน้าที่ในการพัฒนาซอฟท์แวร์ขึ้นมาใหม่ๆ  ตามความต้องการซึ่งแต่ละประเภทก็มีหน้าที่และความรับผิดชอบแตกต่างกันไปดังนี้
             1. ผู้ใช้งานคอมพิวเตอร์ (User) หมายถึงผู้ใช้งานคอมพิวเตอร์ทั่วไป เช่น การพิมพ์งาน การป้อนข้อมูลเข้าเครื่องคอมพิวเตอร์ การส่งจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ เป็นต้น 
                  2. ผู้ดูแลและซ่อมบำรุงเครื่องคอมพิวเตอร์ (Supporter) หมายถึงผู้ดูแลและคอยตรวจสอบสภาพเครื่องคอมพิวเตอร์เพื่อให้มีสภาพความพร้อมที่จะทำงานได้ตลอดเวลา 
                   3. ผู้เขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ (Programmer) หมายถึงผู้เขียนโปรแกรมตามผู้ออกแบบและวิเคราะห์ระบบคอมพิวเตอร์เป็นผู้กำหนด เพื่อให้ได้โปรแกรมที่ตรงตามวัตถุประสงค์การใช้งานในองค์กร
                   4. ผู้ออกแบบและวิเคราะห์ระบบคอมพิวเตอร์ (System Analysis) เป็นผู้ที่มีหน้าที่พิจารณาว่าองค์กรควรจะใช้คอมพิวเตอร์ในลักษณะใดจึงจะเหมาะสม เกิดประโยชน์สูงสุดและได้คุณภาพดี เป็นผู้ออกแบบโปรแกรมก่อนส่งงานไปให้โปรแกรมเมอร์
                   5. ผู้บริหารระบบคอมพิวเตอร์ (System Manager) เป็นผู้มีหน้าที่บริหารทรัพยากรทุกชนิดที่เกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่องค์กร

แหล่งอ้างอิง 




































































วันอังคารที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

ความหมายและคำอธิบาย GPRS 3G และ GPS


        GPRS ย่อมาจาก  General Packet Radio Service  ซึ่งจัดอยู่ในเจอร์เนเรชั่นที่ 2.5G สำหรับโทรศัพท์มือถือโดยมีเทคโนโลยีที่ทันสมัยขึ้นนอกจากจะมีการเสียงแล้วยังมีการพัฒนาให้สามารถส่งข้อมูลผ่านโทรศัพท์มือถือ
          GPRS นั้นถือว่าเป็นบริการใหม่ที่ล้ำสมัยของโทรศัพท์มือถือที่ไม่จำกัดตัวเองอยู่แค่การใช้เสียงเท่านั้น โดยมันมีความสามารถในการส่งข้อมูลผ่านทางโทรศัพท์มือถือ ได้ด้วยความเร็วในระดับ 172Kbps(ขณะที่โทรศัพท์มือถือดิจิตอลธรรมดาส่งได้ด้วยความเร็ว 9.6 Kbps) ซึ่งความเร็วที่สูงระดับนี้สามารถรองรับกับ การใช้งานอินเตอร์เน็ตอย่างง่ายๆ ได้อย่างไม่มีปัญหา และอีกไม่
นานเราคงจะได้เห็นการใช้งานอินเตอร์เน็ต แบบย่อ ในมือคุณไม่ว่าจะเป็นการ Chat,Web,Browsing,FTPหรือ E-mail นอกจากนั้นมีการกำหนดการออกให้งานทั้วโลกอาจจะสรุปได้ว่า GPRS  คือ
  • เทคโนโลยีที่พัฒนาขึ้นเพื่อให้การส่งข้อมูลเป็นไปอย่างรวดเร็วและสะดวกมาขึ้น
  • เทคโนโลยีที่สร้างขึ้นใช้ในระบบอินเทอร์เน็ตบนโทรศัพท์เพื่อความสะดวกในหลายๆด้าน
  • เป็นนวัตกรรมใหม่ที่ทำให้การส่งข้อมูลมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
  • ทำให้มีการส่งข้อมูลแบบใหม่ ไม่ว่าจะเป็น เสียบ วิดีโอ ฯลฯ 
             นอกจากนั้นถ้าระบบมือถือของเรามีระบบ GPRS จะสามารถเชื่่อมเข้ากับ คอมพิวเตอร์โน๊ตบุ๊คและสามารถเข้าสู่ระบบอินเทอร์เน็ตได้อย่างง่ายดายขึ้นทำให้เราสามารถหาข้อมูลหรือหาข้อมูลข่าวสารได้ทุกที่ทุกเวลาทันต่อการเปลี่ยนแปลงในโลกปัจจุบัน


    


          เทคโนโลยี 3G คืออะไร      


         3G   คือ ระบบโทรศัพท์เคลื่อนที่ในยุคที่สาม (Third Generation of Mobile Telephone - 3G) ซึ่งมี สหภาพโทรคมนาคมระหว่างประเทศ หรือ ITU (International Telecommunication Union)  ซึ่งเป็นองค์กรชำนาญพิเศษแห่งสหประชาชาติ ทำหน้าที่ในการให้คำแนะนำตลอดจน วางหลักเกณฑ์ในบริหาร และการกำกับดูแลกิจการโทรคมนาคมให้กับประเทศต่างๆที่เป็นสมาชิกทั่วโลก โดยมีแนวทางในการวางหลักเกณฑ์ทางการบริหารทรัพยากรด้านโทรคมนาคมของแต่ละ ประเทศสมาชิก เพื่อให้เป็นไปแนวทางเดียวกัน  
           3G เป็นเทคโนโลยีที่พัฒนาต่อเนื่องมาจากจากยุคที่ 2 และ 2.5 ซึ่งเป็นยุคที่มีการให้บริการระบบเสียง และ การส่งข้อมูลในขั้นต้นซึ่งยังจำกัดเรื่องความเร็วและคุณภาพของข้องมูลแต่เมื่อมีการพัฒนาระบบ 3Gขึ้นมาทำให้เกิดการบริการแบบมัลติมีเดียและการส่งผ่านข้อมูลในระบบไร้สายด้วยอัตราความเร็วที่สูงขึ้น ทำให้ปรสิทธิภาพในการรับส่งข้อมูลตลอดจนแอพพลิเคชั่น ต่างๆดีขึ้น รวดเร็วมากขึ้น พร้อมทั้งสามารถใช้บริการมัลติมีเดียได้สมบูรณ์ แบบมากขึ้น โดยผ่านอุปกรณ์ที่ผสมผสาน การนำเสนอข้อมูล และเทคโนโลยีในปัจจุบันเข้าด้วยกัน เช่น PDA โทรศัพท์มือถือ และ อินเทอร์เน็ต เป็นต้น



               เราอาจจะสงสัยว่า ระบบ 1G 2G 3G คืออะไร
         ระบบ 3G คือ Gย่อมาจากGeneration
        -  1G-ระบบAnalog
        -  2G-ระบบDigital
        -  3G-ระบบWireless

           1G-ระบบAnalog     ซึ่งเป็นยุคที่ใช้ระบบ Analog คือใช้สัญญาณวิทยุในการส่งคลื่นเสียง โดยไม่รองรับการส่งผ่านข้อมูลใดๆทั้งสิ้นสามารถใช้งาน ทางด้าน Voice ได้อย่างเดียว คือ โทรออก-รับสาย 

           2G-ระบบDigital    ซึ่งเปลี่ยนจากการส่งคลื่นทางคลื่นวิทยุแบบ Analog มาเป็นการเข้ารหัส Digital ส่งทางคลื่น Microwave ซึ่งในยุคนี้เป็นยุคที่เริ่มทำให้เราเริ่มที่จะสามารถใช้งานทางด้าน Data ได้ นอกเหนือจากการใช้งานเสียงเพียงอย่างเดียว ในยุค 2G เราสามารถ รับ-ส่งข้อมูลต่างๆและติดต่อเชื่อมโยงได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นเรื่อยๆ จนเกิดการกำหนดเส้นทางการเชื่อมกับสถานีฐาน ก่อให้เกิดระบบ GSM (Global System for Mobilization) ซึ่งทำให้เราสามารถถือโทรศัพท์เครื่องเดียวไปใช้ได้เกือบทั่วโลก 
การส่งข้อมูลของยุค 2G นี้ เป็นยุคที่มีการเริ่มฮิต Download Ringtone , Wallpaper , Graphic ต่างๆ แต่ก็จะจำกัดอยู่ที่การ Downlaod Ringtone แบบ Monotone และ ภาพ Graphic ต่างๆก็เป็นเพียงแค่ภาพขาว-ดำที่มีความละเอียดต่ำเท่านั้น

            2.5G หลังจาก นั้น ก็เป็นยุคก้ำกึ่งระหว่าง 2G และ 3Gเป็นยุคที่กำเนิดเทคโนโลยี GPRS (General Packet Radio Service)  

             2.75G  ซึ่งเป็นช่วงที่เริ่มมีการใช้เทคโนโลยี EDGE (Enhanced Data rates for Global Evolution) EDGE นั้นถือเป็นเทคโนโลยีต่อยอดของ GPRS และถูกเรียกกันว่าเทคโนโลยียุค 2.75 G (อย่างไม่เป็นทางการ) ลักษณะการทำงานของ EDGE นั้นจะเป็นการพัฒนาปรับปรุงคุณภาพความเร็วจากพื้นฐานของ GPRS ให้มีความเร็วในการรับ-ส่งข้อมูลได้สูงขึ้น
**แต่ว่า ยุค 2.75G ของ EDGE นั้น ไม่ได้ถูกกำหนดขึ้นอย่างเป็นทางการ เพียงแค่ยกขึ้นมาเปรียบเทียบช่วงคาบเกี่ยวระหว่างยุค 2.5G และ 3G

       3G หรือ Third Generation ซึ่งเป็นเทคโนโลยีการสื่อสารในยุคที่ 3 จุดเด่นที่สุดของ 3G คือมีความเร็วในการเชื่อมต่อและการรับ-ส่งข้อมูล โดยเน้นการเชื่อมต่อแบบไร้สายด้วยความเร็วสูง




                                   
             GPS  คือ ระบบกำหนดตำแหน่งบนพื้นโลกผ่านดาวเทียม (ย่อมาจาก Globle Positioning System) โดยพิกัดบนพื้นโลกที่ได้ จะมาจากการคำนวณสัญญาณนาฬิกาที่ส่งจากดาวเทียม มาที่เครื่องรับสัญญาณGPS ส่วนดาวเทียมGPSที่สามารถใช้ระบุตำแหน่งได้นั้น จะถูกออกแบบมาโดยเฉพาะให้โครจรอบโลก เพื่อส่งข้อมูลที่จะนำไปใช้คำนวณพิกัดออกมาตลอดเวลา    

       ระบบGPSจะทำงานได้นั้น ต้องประกอบไปด้วย 3 ส่วนหลักๆคือ
             1. สถานีฐาน : มีหน้าที่ควบคุมการทำงาน รวมถึงวงโคจรของดาวเทียม และให้ค่าสัญญาณ นาฬิกาที่ถูกต้อง กับดาวเทียม GPS

             2. ดาวเทียม GPS : ส่วนของดาวเทียม GPS ในปัจจุบันนั้น(2552) จะมาจาก 3 ชาติหลักๆคือ
- NAVSTAR : จากของประเทศอเมริกา มีทั้งหมด 24 ดวง โครจรอบโลกที่ความเร็ว 12ชั่วโมงต่อ 1 รอบ
- Galileo : ถูกพัฒนาโดยสหภาพยุโรป ร่วมกับประเทศจีน อิสราเอล อินเดีย โมร็อกโก ซาอุดิอาระเบีย เกาหลีใต้ และยูเครน รวมจำนวน 27 ดวง มีกำหนดเปิดดำเนินการในปี 2553
- GLONASS : (GLObal NAvigation Satellite System) ที่พัฒนาโดยรัสเซีย 
- Beidou : เป็นดาวเทียม GPS ที่กำลังพัฒนาโดยประเทศจีน 

              3. เครื่องรับสัญญาณ GPS : ผู้ใช้งานสามารถรับสัญญาณ GPS ได้จากอุปกรณ์หลายๆอย่าง เช่น โทรศัพท์มือถือที่รับสัญญาณ GPS ได้, GPS Receiver (ต่อกับ computer, มือถือ) หรือ เครื่อง PNA (Personal Navigation Assistant) หรือเรียกง่ายๆว่า GPS Navigator, GPS ติดรถ หรือ Car GPS




แหล่งอ้างอิง





วันอาทิตย์ที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

ศัพท์ IT


ศัพท์ IT น่ารู้

1. Web page    คือ สารสนเทศ หรือเอกสารที่อยู่บน อินเตอร์เน็ต  Web Pageมีเนื้อหาและรูปแบบต่างๆ   เช่น    ข้อความ   รูปภาพ ภาพเคลื่อนไหวที่มีเสียงประกอบ  เป็นต้น


http://rungnapazen.blogspot.com/2012_06_01_archive.html

2.Web Site  หมายถึง หน้าเว็บเพจหลายหน้า ส่วนใหญ่จัดทำขึ้นเพื่อนำเสนอข้อมูลผ่านคอมพิวเตอร์ โดยถูกจัดเก็บไว้ใน www ในเว็บไซต์นั้น ซึ่งได้แก่ข้อมูลทางวิชาการ ข้อมูลตลาดหลักทรัพย์ หรือข้อมูลสื่อต่างๆ ผู้ทำเว็บไซต์มีหลากหลายระดับ ตั้งแต่สร้างเว็บไซต์ส่วนตัว จนถึงระดับเว็บไซต์สำหรับธุรกิจหรือองค์กรต่างๆ 


http://www.hosting-best.net/small-business/

3.Home page  คือหน้าแรกของเว็บไซด์ซึ่งจะมีเมนูต่างๆและมีเรื่องราวที่น่าสนใจเพื่อนดึงดูดความสนใจของผู้เข้าชม ดังนั้นเราต้องออกแบบหน้าโฮมเพจให้สวนงามและน่าสนใจ


http://drupaleasy.com/blogs/ultimike/2009/05/case-study-building-theming-3000-article-site-37-days


4.Upload  การนำข้อมูลขึ้นสู่ Web Server ซึ่งทำให้เกิดการแสดงผลบนอินเทอร์เน็ตได้ เมื่อออกแบบเว็บเพจเรียบร้อย ต้องทำการอัพโหลดข้อมูล ซึ่งการอัพโหลดมี2 แบบคือ
   1. แบบบราวเซอร์ 
   2. แบบ FTP


5. Download   ในเรื่องการสื่อสาร คือ การโอนย้ายหรือคัดสำเนาแฟ้มๆ เดียวหรือหลายแฟ้ม จากคอมพิวเตอร์เครื่องหนึ่งลงยังเครื่องที่ใช้งานอยู่ผ่านทางเครือข่ายหรือใช้โมเด็ม เช่น การดาวน์โหลดแฟ้มจากผู้ให้บริการออนไลน์ลงมาบนพีซี ในกรณีนี้พีซีที่ต้องการจะเริ่มดาวน์โหลดและเก็บแฟ้มนั้นไว้บนดิสก์รอประมวลผลเมื่อการรับแฟ้มสิ้นสุดลงการส่งข้อมูล เช่น ข้อมูลฟอนต์ หรือแฟ้มโพสต์สคริปต์ จากคอมพิวเตอร์ไปยังเครื่องพิมพ์


http://coolstack.blogspot.com/2013/10/how-to-download-videos-from-youtube.html


6. Browser  คือเครื่องมือที่ช่วยให้เราสามารถท่องในโลกอินเตอร์เน็ตได้นอกจากนี้ Browser ยังช่วยอำนวยความสะดวกในการเยี่ยมชมเว็บไซต์ต่างๆ หน้าตาของ browser จะแตกต่างกันไปตามแต่การออกแบบการใช้งานของโปรแกรมแต่ละค่าย ซึ่งที่เป็นที่นิยมในปัจจุบัน ได้แก่ Internet Explorer, Google Chrome, Mozilla FireFox และ Safar     สามารถดูเอกสารภายในเว็บเซิร์ฟเวอร์ได้ อย่างสวยงามมีการแสดงข้อมูลในรูปของ ข้อความ ภาพ และระบบมัลติมีเดียต่างๆ ทำให้การดูเอกสารบนเว็บมีความน่าสนใจมากขึ้น 

http://www.iglobalexports.com/internationalblog/2012/09/18/worldwide-browser-usage-google-chrome-takes-the-lead/


7. Mbps   ย่อมาจาก Megabit Per Second คือ หน่วยที่ใช้วัดอัตราความเร็วในการส่งหรือรับข้อมูลต่อ 1 วินาที ซึ่งหมายถึงหนึ่งล้านบิตต่อวินาที  bandwidth  เป็นการวัด(การไหลรวมของสารสนเทศในเวลากำหนด) บนตัวกลางโทรคมนาคม ช่วงของ bandwidth ขึ้นกับตัวกลางและวิธีการส่ง ในบางครั้งวัดเป็น Kbps (พันบิต หรือ kilo bits ต่อวินาที) จนถึง Gbps (พันล้านบิต หรือ giga bits ต่อวินาที) ตัวอย่าง Mbps ที่มักพบเห็นได้บ่อย อย่างการวัดความเร็วอินเตอร์ เป็นต้น



http://nextbigfuture.com/2011/04/siemens-demos-hspa-252-mbps-download.html

8. Html   คือ ภาษาที่ใช้ในการเขียนเว็บเพจ ย่อมาจากคำว่า Hypertext Markup Language โดย Hypertext หมายถึง ข้อความที่เชื่อมต่อกันผ่านลิ้ง (Hyperlink) Markup หมายถึง วิธีในการเขียนข้อความ language หมายถึงภาษา ดังนั้น HTML จึงหมายถึง ภาษาที่ใช้ในการเขียนข้อความ ลงบนเอกสารที่ต่างก็เชื่อมถึงกันใน cyberspace ผ่าน Hyperlink นั่นเอง


http://ithelplines.blogspot.com/2013/09/information-about-how-to-learn-html-1st_25.html



9.Php  คือหน้าเว็บ ที่ใช้ในการเก็บหรือทำข้อมูล เช่น  ระบบลงทะเบียน มีการส่งข้อมูลและส่งข้อมูลภาษาคอมพิวเตอร์จำพวก scripting language ภาษาจำพวกนี้คำสั่งต่างๆจะเก็บอยู่ในไฟล์ที่เรียกว่า script และเวลาใช้งานต้องอาศัยตัวแปรชุดคำสั่ง ตัวอย่างของภาษาสคริปก็เช่น JavaScript, Perl เป็นต้น 


http://blog.asmallorange.com/2013/08/php-roadmap-performance/

10. Asp  (Active Server Page) เป็นเทคโนโลยีที่ถูกออกแบบมาให้ง่ายต่อการพัฒนาแอปพลิเคชันผ่านเว็บเซิร์ฟเวอร์สำหรับนักพัฒนาเว็บไซด์ าเว็บไซต์ สามารถรองรับได้หลายภาษาเช่น  VBScript ,Jscript ,Perl และภาษาสคริปต์อื่นๆ  


http://time-ok.blogspot.com/



11. Html 5   คือภาษาที่ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อใช้เป็นภาษามาร์กอัพ สำหรับการเขียน Website รุ่นล่าสุด ที่ได้ถูกพัฒนาขึ้นมาโดย WHATWG (The Web Hypertext Application Technology Working Group)โดยได้มีการปรับเพิ่ม Feature หลายๆอย่างเข้ามาเพื่อให้ผู้พัฒนาสามารถใช้งานได้ง่ายมากยิ่งขึ้น


http://online.wsj.com/news/articles/SB10001424052970203537304577030033160849296



12. Web application   คือการจัดสร้างโปรแกรมให้ทำงานอัตโนมัติอยู่บนเว็บไซด์ เช่น การนำเสนอข้อมูลแบบอัตโนมัติตามความต้องการของเจ้าของเว็บ

http://noowoon-kannikar.blogspot.com/



วันอังคารที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

คอมพิวเตอร์และเทคโนโลยีสารสนเทศ



     
           คอมพิวเตอร์และเทคโนโลยีสารสนเทศ เป็นสิ่งที่จำเป็นในชีวิตประจำวันของเราซึ่งมาจากสองคำคือคอมพิวเตอร์และคำว่าว่าเทคโนโลยีสารสนเทศโดยการทำงานจะผ่านระบบคอมพิวเตอร์ในการประมวลผลของมูลสารสนเทศจนกลายเป็นเทคโนโลยีสารสนเทศเช่นเรานำข้อมูลที่ได้ไปพิมพ์ในคอมพิวเตอร์แล้วมีการจัดเรียงข้อมูลเพืื่อแสดงผลข้อมูลในจอคอมพิวเตอร์นอกจากนี้แล้วคอมพิวเตอร์ยังสามารถแบ่งได้เป็น
http://pattamapornpea.blogspot.com/2013/06/blog-post_289.html
                                                                                    หลายๆชนิดอีกด้วยโดยมีเนื้อหาอย่างละเอียดดังนี้
         คอมพิวเตอร์ คือ  เครื่องมืออิเล็กทรอนิกส์ที่มีความสามารถในการประมวลผลข้อมูลโดยผ่านกระบวนการรับข้อมูล  ประมวลผลข้อมูล  และส่งข้อมูลหรือแสดงผลลัพธ์
          เทคโนโลยีสารสนเทศ  คือ การนำข้อมูลสารสนเทศทีมีอยู่มาประมวลผลเป็นการจัดเก็บข้อมูล  การประมวลผล  การรับส่งข้อมูล  ดัดแปลง  โดยต้องอาศัยการทำงานของ คอมพิวเตอร์  การสื่อสาร   ข้อมูลมัลติมีเดีย โดยอาศัยการทำงานร่วมกัน  ยกตัวอย่างเช่น  เครื่องเซิร์ฟคอมพิวเตอร์ ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำหรับระบบเครือข่าย  การส่งข้อมูล
          เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร  คือ การนำเทคโลยีสารสนเทศมาประยุกต์ใช้ในการสื่อสารเช่น  การคุยผ่านมือถือ  การส่งอีเมล   การดูทีวีผ่านอินเตอร์เน็ต
          ประเภทของคอมพิวเตอร์ ประกอบด้วย




                                             http://library.uru.ac.th/webdb/images/comp-using0002.html
                                   

  • Super computer       เป็นคอมพิวเตอร์ที่มีความสามารถสูงสุดในกลุ่มมีขนาดใหญ่เป็นเครื่อง
                                   คอมพิวเตอร์ที่เหมาะกับการคำนวณตัวเลขหลายๆล้านข้อมูล
  • Mainfram computer  มีใช้ในคอมพิวเตอร์ในธนาคารคือมีการให้บริการพร้อมๆกัน
  • Mini computer    บริการผู้ใช้งานได้หลายๆคนพร้อมกันได้เหมาะสำหรับองค์การขนาดกลาง
  • Micro computer  เป็นคอมพิวเตอร์ขนาดเล็กที่เราใช้ทั่วไป เช่น  โน๊ตบุ๊ค   คอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะฯลฯ